ช่วงเวลาพัก

posted on 04 Jun 2008 13:30 by doiguay

จริงๆตั้งใจจะเขียนตั้งแต่เมื่อคืน(3 มิ.ย. 51) เพราะอารมณ์กำลังได้ แต่ก็มีเรื่องต้องทำเลยต้องมาเขียนเอาตอนนี้ (4 มิ.ย.51) อารมณ์กับความรู้สึกบางอย่างอาจหายไปบ้างแต่ก็แค่เล็กน้อย

เริ่มเลยละกัน 3 มิ.ย.
ฉันจำได้ว่าตัวเองออกจากที่ทำงานเหมือนร่างที่ไร้วิญญาณไม่มีผิด เหนื่อย หมอแรง 2 ประโยคที่ฉันรู้สึกได้เลยว่า “เข้าใจถึงความหมายอย่างลึกซึ้ง” ถึงบ้านสิ่งแรกที่ฉันทำโดยอัตโนมัติคือหยิบโทรศัพท์แล้วกดเบอร์เดิมเพื่อที่จะได้ยินเสียงเดิมๆ(ที่อยากได้ยิน) เสียงจากปลายสายที่กระทบหูคือเสียงที่แสดงได้ถึงความรู้สึก เผ็ด ร้อน รีบ (ชินมากๆ) นอกจากฉันจะสนทนากับเสียงปลายสายของฉันแล้ว ฉันยังรู้ได้เลยว่ามีคนไม่น้อยกว่า 10 คนที่อยู่รอบๆตัวเขากำลังส่งเสียงคุยกับฉันด้วย (ทีหลังถ้ารู้ว่าอยู่ที่ๆคนเยอะจะไม่โทรไปอีกแน่ๆ)

ฉันเริ่มสาธยายถึงความเหนื่อยและความวุ่นวายของ 1 วันที่ฉันเจอมา ปลายสายของฉันก็เช่นกัน (ต่างคนต่างบ่น) ระหว่างนั้นฉันเดินไปมาอยู่ที่บ่อน้ำและสวนที่พ่อทำใหม่ มองธรรมชาติใกล้ๆตัว บ่อน้ำ ทุ่งนา สวนชะอม วัด เมรุ ตามอง ปากบ่น หูฟังเสียงจากโทรศัพท์

 




ได้เวลาวางสาย สิ้นเสียง ได้กำลังใจ และให้กำลังใจ และแสดงความยินดี และความรู้สึกดีๆ ฉันรู้สึกดีขึ้น(ระดับหนึ่ง)

ชั้นนั่งลงบนโต๊ะไม้เก่าๆที่พ่อเอาเศษไม้มาตีเข้ากันเป็นเก้าอี้ ฝุ่นเขลอะเปื้อนกระโปรงสีดำตัวเก่งที่ใส่ไปทำงาน 2 วัน/อาทิตย์ สายตาเริ่มจับจ้องไปตามธรรมชาติต่างๆที่อยู่เบื้องหน้า ฉันมองมันอย่างผิวเผิน สูดหายใจเข้าปอดเต็มแรงแล้วผ่อนออกทางปากเบาๆ อึม..ดีขึ้นอีกนิด งั้นมองสิ่งที่มองไปเมื่อกี้อีกครั้งดีกว่า น้ำ ทุ่งนา สวนชะอม วัด เมรุ รางรถไฟ เจ้าเฉาก๊วย



บางอย่างวิ่งชนหัว

“ดูน้ำสิขุ่นเชียว มองไม่เห็นอะไรในน้ำเลย แต่เอ๊ะ..นั่นๆ น้ำเคลื่อนไหวแม้จะขุ่นก็ดูรู้นะว่ามีปลา ไม่น้อยเลยด้วย ”

ในเมื่อน้ำขุ่นขนาดนั้นสิ่งมีชีวิตที่ทางเลือกไม่ได้เยอะเหมือน คน (อย่างฉัน) ยังมีชีวิตอยู่ได้ แล้วทำไมนะแค่ปัญหาขี้ผงที่มันเข้าตาฉันแค่ข้างเดียว ฉันจะต้องมารู้สึกเหมือนจะตาย




“สวนชะอม พืชผักที่เหม็นเขียว หนามเยอะแยะทิ่มฉันทีนี่ถึงกับปวดเลยล่ะ แถมยังมีเจ้าหนอนกระดึบๆตัวน้อยๆที่น่าขยะแขยง(ฉันไม่เคยมองว่าหนอนน่ารัก) แม่ปลูกไว้ทำไมเยอะแยะ แต่เอ๊ะ..ฉันเกิดมาก็มีมันแล้วนี่ มันเป็นพี่ฉันด้วยซ้ำ แถมยังเพราะพวกมันนี่แหละครอบครัวฉันถึงอยู่รอดมาได้ รายได้วันละ 100-400 บาท/ต่อวันของแม่มาจากพวกผักเหม็นเขียวนี่เอง ”

บางอย่างที่เราเคยมองข้าม จริงๆแล้วมันอยู่กับเรามาตลอดชีวิต เหมือนพ่อกับแม่ที่คอยฉันทานข้าวเย็นด้วยทุกวันแล้วทำไมฉันจะต้องมองหากำลังใจจากคนอื่นให้วุ่นวายใจด้วยนะ



“เส้นเหล็กคู่ขนาน 2 เส้นอย่างรางรถไฟ ตากทั้งแดดตากทั้งฝนโดนลมพัดผ่านอยู่ตลอดเวลา ทางที่จะบรรจบกันล่ะมีรึเปล่า แต่เอ๊ะ..ไอ้เหล็ก 2 เส้นนี่เองไม่ใช่เหรอที่พาคนมากมายไม่รู้กี่คนต่อกี่คนไปสู่จุดหมายปลายทาง”

ฉันกับใครบางคนก็ไม่ต่างอะไรกับรางรถไฟเลยสินะ เราเป็นเพียงเส้นขนานที่คงไม่มีวันมาบรรจบกันได้ แต่มันจะเป็นอะไรไปล่ะถ้าเราได้เคียงข้างกันไปตลอดเส้นทางชีวิต (*ทางคู้ขนานไม่ได้ทำให้เรารักกันน้อยลง)



ฉันหายเหนื่อยละล่ะ ขอบคุณค่ะครู


ทุกอย่างคือครูของฉัน ทั้งๆที่ฉันแทบจะไม่เคยมองมันเลย



ลองมองดูดีๆนะคะ บางครั้งตอนนี้ข้างๆคุณครูอาจกำลังบอกอะไรบางอย่างกับคุณอยู่


จุ๊ๆ ลองฟังครูสิว่าเขากำลังบอกอะไร